กรุงเทพฯ ประเทศไทย
nattawut.kreangkraileard@gmail.com

งานราชการยากไหม …​

beinggovofficers

บทความนี้เขียนขึ้นโดยความเห็นส่วนตัว … คิดเห็นอย่างไร บอกกันได้ …

วันนี้เป็นวันศุกร์ แล้วเป็นวันศุกร์อีกวันศุกร์หนึ่งที่ผมรู้สึกเหนื่อยล้าจากการทำงานมาทั้งสัปดาห์ทำให้ผมคิดว่ามันน่าแปลกที่ว่าผู้คนคิดว่างานราชการนั้น เป็นงานที่ง่าย ทำงานเช้าชามเย็นชาม ซึ่งผมก็เคยคิดแบบนั้น แต่นั่นเป็นความคิดที่ผิดมหันต์ และผิดพลาดอย่างไม่น่าเชื่อ

ผมทำงานราชการมาได้แล้ว 2 ปี 7 เดือน ผมกล้ายอมรับได้เต็มปากว่า งานราชการนั้น ไม่ได้ง่ายอย่างที่ผมเคยคิดเอาไว้เมื่อสมัยยังทำงานอยู่บริษัทเอกชนที่ผมพูดแบบนี้ นั่นเป็นเพราะว่างานราชการอยู่ภายใต้กฎหมาย กฎระเบียบอย่างเข้มงวด จนกระทั่งกระดุกกระดิกไม่ค่อยได้ ไม่เหมือนบริษัทเอกชนที่มุ่งผลกำไรเป็นหลักเรื่องอื่นก็มองเป็นเรื่องรองได้

ผมว่างานราชการ ที่ว่ายากเป็นเพราะว่ามันสวนกระแสกับยุคสมัยปัจจุบัน ทำไมผมถึงพูดแบบนั้น ผมตอบว่างานราชการยึดเอาระบบราชการศูนย์กลาง กล่าวคือ ใครรับราชการนานก็จะได้คุณประโยชน์ไป

ในขณะที่ใครที่เพิ่งรับราชการใหม่ ๆ ก็ยังไม่ได้คุณประโยชน์นั้น พูดง่าย ๆ ก็คือ ยิ่งคุณรับราชการนานเท่าไหร่ คุณก็จะได้สิ่งดี ๆ กลับไปเท่านั้น ยิ่งคุณอยู่ในระบบราชการนานเท่าไหร่ ความเก่งกาจของคุณก็จะมีมากขึ้นเท่านั้น (ความรู้เฉพาะทาง) นั่นหมายความว่าความรู้ของระบบราชการ เป็นความรู้ที่เฉพาะทางมาก ฉะนั้น ไม่ว่าคุณจะเก่งกาจมาจากไหน จบจาก Ivy League หรือ เคยเป็น ผจก.ในภาคเอกชนก็ตาม เมื่อคุณมารับราชการแล้ว คุณก็ต้องรับราชการโดยนับ 1 ใหม่อยู่ดี

ซึ่งมันสวนกระแสกับภาคเอกชนอย่างมากในภาคเอกชนนั้น ใครที่เป็นเด็กใหม่และมีความสามารถ จะได้คุณประโยชน์เพราะสามารถสร้างผลกำไรให้บริษัทได้ด้วยค่าตัวที่ต่ำกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับคนที่อยู่มานานแล้ว

ด้วยการสวนกระแสกันแบบนี้จึงเห็นได้ว่าระบบราชการทำอะไรไม่ทันภาคเอกชนซะที ก็แน่นอนหละภาคเอกชนทิ้งเลือดเก่ารับเลือดใหม่ ในขณะที่ระบบราชการนั้น ทิ้งเลือดใหม่รับเลือดเก่า เพราะว่าเลือดเก่าสามารถทำให้ระบบราชการคงอยู่ต่อไปได้ ที่คงอยู่ต่อไปได้ก็เป็นเพราะว่าคนที่อยู่ในระบบราชการมีความรู้ มีความสามารถ เข้าใจกฎระเบียบ และทำให้ระบบราชการสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างสงบสุข

ผมจะยกตัวอย่างให้ฟังง่าย ๆ ก็ได้นะครับว่า องค์ความรู้ของระบบราชการ มันเฉพาะตัวขนาดไหน ?

ตัวอย่างการใฃ้ภาษาราชการ “ดอกบัวใต้เสาชิงช้า”

เช่น ผมจะบอกเจ้านายว่า “ผมทำงานชิ้นนี้เสร็จแล้ว พี่จะให้ผมทำไงต่อ” ซึ่งคำพูดแบบนี้ไม่ใช่คำพูดในระบบราชการ ผมต้องเปลี่ยนคำพูดเสียใหม่เพื่อที่จะสามารถนำไปเขียนในหนังสือราชการได้ หรือ เพื่อให้สุภาพมาก ๆ ได้แก่ “กระผมได้จัดทำงานชิ้นนี้แล้วเสร็จ ท่านประสงค์จะให้กระผมดำเนินการต่อไปอย่างไร ขอได้โปรดสั่งการ”

คำพูดแบบนี้ไม่ใช่วันแรกคุณจะเขียนเป็นเลย คุณต้องอยู่กับมันเป็นเดือน หรือ เป็นปี นี่คือตัวอย่างหนึ่งที่ผมสามารถยกมาพิสูจน์ได้ว่ายิ่งคุณอยู่ในระบบราชการเท่าไหร่ คุณยิ่งเก่งมากขึ้นเท่านั้น แต่ต้องบอกความเป็นจริงอย่างหนึ่งว่าทักษะในระบบราชการนั้น นำใช้ในภาคเอกชนไม่ค่อยได้

ตัวอย่างหนังสือราชการ หนังสือภายนอก ที่มีรูปแบบที่ชัดเจน แต่ต้องปรับเปลี่ยนไปตามความเห็นชอบของผู้ลงนามในเอกสาร

ใน 1 วันคนทำงานในระบบราชการอยู่กับการตรวจสอบเอกสารว่าพิมพ์ถูกต้องไหม ตกหล่นตรงไหน เว้นวรรคได้ถูกต้องหรือเปล่า ย่อหน้าตรงกันไหม ในขณะที่ภาคเอกชนนั้น เราจะพิมพ์ผิดพิมพ์ถูกก็ไว้แก้ทีหลังได้ ขอให้หาเงินหากำไรให้ได้ก่อน

ผมจึงเห็นว่าคนที่ทำงานในระบบราชการแล้วประสบความสำเร็จบางทีไปทำงานภาคเอกชนนะล้มเหลวไม่เป็นท่าก็เป็นไปได้ ในขณะที่คนที่ทำภาคเอกชนมาแล้ว แล้วหันมาทำงานในระบบราชการพบว่า … อึดอัดเป็นอย่างยิ่ง และต้องใช้เวลาในการปรับตัว

ด้วยเหตุนี้แล้ว ผมจึงบอกได้คำเดียวว่างานราชการไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะใช้พลังงานมาก ในการทำสิ่งที่คนทำงานในภาคเอกชนมองว่าเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ถ้าจะให้ตอบคำถามของบทความนี้ในตอนต้นว่างานราชการยากไหม …

ผมขอตอบว่า อยากผู้อ่านลองสอบเข้าในระบบราชการให้ติด แล้วมาทำงานสัก 6 เดือน หลังจากนั้น ผู้อ่านจะหาคำตอบได้ด้วยตัวเองว่า งานราชการยากไหม …

เนื้อหาน่าสนใจในระดับใด

โปรดให้คะแนน

คะแนนเฉลี่ย 5 / 5. นับคะแนน 4

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.